อู๊ด

อู๊ด เป็นต่อ ชีวิตเคยแย่นอนป้ายรถเมล์ รับงานซ้อนถูกด่าไล่ให้ออกจากวงการ

อู๊ด เป็นต่อ ได้ออกมาเปิดใจให้ฟัง ชีวิตเคยแย่สุดเคยไม่มีเงินถึงขั้นต้องนอนตามป้ายรถเมล์ รับงานซ้อนถูกชี้หน้าด่า ไล่ให้ออกจากวงการ

อู๊ด เป็นต่อ หรือ อู๊ด-ธีระชาติ ธีระวิทยากุล เป็นอีกหนึ่งตลกที่มีชื่อเสียงและคอยสร้างเสียงหัวเราะให้แฟนๆ ได้เสมอซึ่งล่าสุดเจ้าตัวก็ได้ผันตัวทำธุรกิจเปิดร้านขายชาบู โดยได้การตอบรับที่ดีเกินคาด

อู๊ด

งานนี้ อู๊ด เป็นต่อ ได้ออกมาเปิดใจให้ฟังว่า ตนยังไม่ทิ้งงานในวงการ แต่อยากหาธุรกิจทำเพื่อความมั่นคงในอนาคต พร้อมเผยถึงจุดที่เคยลำบากที่สุดในชีวิตให้ฟังต่อว่า เคยไม่มีเงินถึงขั้นต้องนอนตามป้ายรถเมล์ ไม่มีแม้แต่เพื่อนคนไหนที่ยื่นมือมาช่วย และตนเคยเกือบโดนไล่ออกจากวงการเพราะรับคิวงานซ้อน กลายเป็นบทเรียนที่ทำให้จำมาจนถึงทุกวันนี้

“ตอนแรกปีนี้ตั้งใจจะไม่รับงาน เพราะธุรกิจที่ทำค่อนข้างยุ่งโดยเฉพาะร้านชาบู เพราะพี่คิดว่าจะเปิดให้ได้ 100 สาขา ในช่วง 3 เดือนแรก ซึ่งตอนนี้กำลังทำอยู่ แต่พอมีงานติดต่อเข้ามาก็ตัดสินใจว่า โอเค รับ แต่ก็รับแค่เรื่องเดียว”

ทุ่มเทกับร้านชาบูขนาดนี้แสดงว่าจะไม่รับงานในวงการบันเทิงแล้ว ?

“ถ้าหากยังมีใครที่เมตตาและสงสารผมก็ยังรับอยู่ครับ แต่หลายๆ คนเขาก็บอกนะว่าอาชีพนักแสดงเป็นอาชีพไม่แน่นอน ยิ่งเราไม่ใช่พระเอกด้วยแล้ว เวลาที่ละครปิดกล้องพระเอกหรือคนหล่อๆ เขาก็ยังไปเดินแบบ ไปรับงานพิธีกรได้ แต่เราล่ะครับ เอาไปวางคู่กับหมาเขายังซื้อหมาเลย มันก็เลยเป็นเหตุผลที่ผมคิดว่าอยากจะทำอะไรที่มันสร้างสรรค์และสร้างอาชีพที่มั่นคงให้กับตัวเอง”

รู้สึกว่าเร็วไปไหมกับ 100 สาขา ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 3 เดือน ?
“เร็วครับ เร็วมาก เพราะหลักการของเราคือเราทำแบบจริงจังจริงใจ และมีการปฏิบัติการทางธุรกิจที่ชัดเจน ซึ่งสาขาทั้งหมดนี้เป็นสาขาแบบเอ็กซ์เพรสนะครับ เป็นสาขาที่เราเปิดรับหุ้น หากใครสนใจจะทำกับเรา เราก็มีรายละเอียดให้ ซึ่งราคาก็ไม่ได้แพงคุณไม่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนถึงหลักล้าน เพราะเงินแค่หลักแสนของคุณก็สามารถหุ้นกับเราได้แล้ว เพราะสาขาใหญ่ที่ผมทำเอาไว้ ภายใน 2 ปี ตอนนี้ก็เปิดเรียบร้อยแล้ว 46 สาขา และก็กำลังจะเปิดอีก 5 สาขาในอนาคตครับ”

“จริงๆ ผมเริ่มเปิดจองแล้วนะครับ สำหรับแบบเอ็กซ์เพรส ซึ่งเปิดไปได้แค่ 2 ชั่วโมง ก็มีคนมาจองแล้วประมาณ 15 สาขา และในอนาคตก็น่าจะมีเข้ามาอีกเรื่อยๆ”

ดูเหมือนเราค่อนข้างมุ่งมั่นและจริงจังกับการทำธุรกิจเป็นอย่างมาก ?
“ผมแลกด้วยชีวิตครับ ผมแลกด้วยการเลิกดื่ม เลิกทำอะไรทุกอย่าง คือถ้าเรายังดื่มเหมือนเดิม ยังใช้ชีวิตลั้นลามันก็คงจะไม่ดีครับ”

ส่วนตัวเราเองตอนนี้เริ่มรู้สึกอิ่มตัวกับงานในวงการแล้วหรือยัง ?
“ผมมองว่ามันเป็นชีวิตของผมมากกว่าครับ และยิ่งเราเป็นคนที่ชอบคุย ชอบความสนุกสนานด้วยแล้ว พอได้อยู่กับทุกคนแล้วทำให้ทุกคนมีความสุข ผมก็อยากจะทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ”

แสดงว่าธุรกิจก็ทำ งานในวงการก็ไม่ทิ้ง ?
“ไม่ทิ้งครับ แต่การรับงานซ้อนผมเคยโดนมาแล้วทีหนึ่ง คือโดนเขาชี้หน้าผมเลยและก็บอกกับผมว่า ‘ถ้าทำกับเขาอย่างนี้ อย่าอยู่ในวงการอีกเลย’ (หัวเราะ) ก็คือว่าตอนนั้นงานมันเยอะจัด คิวมันยุ่งมากจริงๆ ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าผมสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ ผมคิดว่าถ้าหากไม่มีผมก็คงจะคนอื่นได้มั้ง ซึ่งผมก็พูดแบบนี้ให้เหตุผลกับเขาไป แต่เขาก็ให้เหตุผลผมกลับมาเหมือนกันว่า ‘เขาขอคิวผมแล้ว’ จากนั้นผมก็กลัวเลยครับแล้วก็เข้าไปขอโทษเขา ไปสวัสดีปีใหม่เขา คือเขาก็เป็นผู้จัดท่านหนึ่ง ซึ่งเขาก็ได้ให้คำสอนกับผมมาว่า ‘เวลารับงานก็รับแค่อันใดอันหนึ่ง และก็อย่าเล่นให้มันหาย มีงานให้มันแปะเอาไว้ในวงการ เพื่อจะได้เป็นการประชาสัมพันธ์ตัวเอง’ ก็ประมาณนี้ครับ”

ถือว่าเรื่องนี้เป็นบทเรียนครั้งใหญ่สำหรับเราเลยหรือเปล่า ?
“เป็นบทเรียนอันสาสมใจเลยครับ และก็บอกเลยนะครับ ใครที่งานยุ่งๆ งานเยอะๆ อย่ารับซ้อน เพราะมันจะมีปัญหาแน่นอน มันจะกระทบกับกองถ่ายของคนอื่น ถือว่าเป็นประสบการณ์ของผมที่จะไม่ทำอีกแล้วครับ กลัวแล้ว”

นอกจากธุรกิจที่ทำอยู่ ยังมีธุรกิจอื่นๆ อีกไหมที่เราอยากจะทำอีก ?
“เอ่อ…ตอนนี้ผมทำธุรกิจอยู่ 3 ตัวครับ ตัวแรกก็คือกระทะ เป็นกระทะเนื้อเดียวกับกระทะแบรนด์ดังซึ่งผมนำเข้ามาจากเมืองจีน แต่ว่าราคาไม่ได้ขนาดนั้น เป็นราคาที่คนไทยสามารถจับต้องได้ ซึ่งผมตั้งชื่อกระทะชนิดนี้ว่ากระทะแฮปปี้กริล และอีกอย่างหนึ่งก็คืออุปกรณ์ที่เกี่ยวกับร้านชาบูทั้งหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องหั่นผัก หั่นพริก เครื่องคั้นน้ำมะนาว ตู้แช่ ตู้เย็น และกล้องวงจรปิด”

ทำงานเยอะขนาดนี้เราตั้งใจจะนำเงินไปทำอะไรอีก ?
“ผมอยากจะเก็บเงินไว้ให้กับลูก เก็บเอาไว้ให้คนที่เราสร้างเขาขึ้นมาแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ผมโดนคำถามนี้บ่อยมากว่า ‘ทำขนาดนี้ตายแล้วผมจะเอาไปได้เหรอ’ แต่เราไม่ได้จ้องจะตายอยู่ตลอดเวลานี่ครับ เรายังมีคนข้างหลังให้ต้องดูแลอีกตั้งมากมาย ทั้งลูก ทั้งเมีย ทั้งพ่อทั้งแม่ เวลาเราป่วยไม่สบายก็เอาเงินไปเข้าโรงพยาบาลเอกชนได้เลย นี่คือสิ่งที่ผมกลัวครับ เพราะตอนที่ผมไม่มีเงินเลยผมต้องนอนป้ายรถเมล์ ผมไปหาเพื่อนที่ผมรักมากๆ แต่สุดท้ายผมก็ไม่ได้รับการต้อนรับอย่างที่ผมคิดไว้ หรือแค่ผมจะไปขอยาพารามาทาน ผมยังถูกมองตั้งแต่หัวจรดเท้าแต่เขาก็ให้นะ เพราะวันนั้นผมสำนึกได้ตอนผมปวดหัวมากผมนอนอยู่ที่ป้ายรถเมล์ ถ้าเราไม่มีเงิน ชีวิตเราจะลำบากมาก ความจนมันน่ากลัวมากครับ”

“นั่นคือเหตุผลที่ผมจะต้องทำงานเก็บเงิน ถ้าหากโรงเรียนเขาให้เรียนฟรี ผมจะไม่ทำงาน ถ้าหากสามารถเดินไปกินอาหารที่ไหนก็ได้ ผมจะไม่ทำงาน ถ้าหากเขาสร้างบ้านแล้วเราไปขออยู่ด้วยได้ ผมก็จะไม่ทำงาน คือถ้าเดินไปที่ไหนแล้วไม่ต้องใช้เงิน ผมก็จะไม่ทำงาน แต่ทุกวันนี้เราต้องทำงานครับเราต้องกินต้องใช้”

พอจะบอกได้ไหมว่าเราลงทุนไปเท่าไหร่กับธุรกิจต่างๆ ที่ทำอยู่ ?
“มี 7 หลักแน่นอนครับ อาจจะ 10 กว่าด้วยซ้ำ แต่ว่าทั้งหมดมันก็คือการลงทุน มันคือเครดิตของเรา เพราะสมัยก่อนเครดิตผมเสียมากๆ ผมเคยถูกตามยึดรถเพราะส่งเขาไม่ตรง แต่ผมไม่กล้าบอกกับใครเพราะผมอายคนอื่น ซึ่งตอนนั้นเจ้าหน้าที่เขาบอกผมว่าผมค้างค่างวดรถ 11 งวด ผมตกใจมากเพราะผมจำได้ว่าผมค้างแค่ 3 งวด สุดท้ายถึงได้รู้ว่าเป็นเพราะรถคันนี้ผมฝากเพื่อนซื้อ ผมอยากจะบอกเรื่องนี้ไว้ให้กับทุกคนนะครับว่า อย่าให้ใครก็แล้วแต่ซื้อแทนคุณและเป็นชื่อคุณ เพราะผมจ่ายทุกงวดแต่มีแค่ 3 งวดที่ผมไม่ได้จ่าย วันนั้นผมเคว้งมาก และตั้งแต่นั้นมาผมก็ไม่กล้ามีหนี้เลย ทุกวันนี้ 1 บาท ผมก็ไม่กล้าคิดค้างใคร”

 

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

About the author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *